แม้จะมีชื่อเรียกเปลี่ยนไปตามกาลเวลา แต่ไม่ว่าจะเป็นออฟฟิศไหนก็ล้วนแล้วแต่รณรงค์เรื่องการหาเวลา Productive ของพนักงาน เพื่อช่วยให้การผลิตชิ้นงานมีประสิทธิภาพสูงสุดในระยะเวลาที่กำหนด
อย่างไรก็ดี บนโลกนี้ล้วนเต็มไปด้วยความหลากหลาย เช่นเดียวกับ Productivity ของแต่ละคนที่จะแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งทำให้ใครหลายคนสับสนอยู่ไม่น้อยว่า สมองของเราจะแล่นอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในช่วงเวลาไหน และ เราควรเลือกทำงานเวลาใดถึงจะเพิ่มคุณภาพให้กับชิ้นงานมากที่สุด หากใครกำลังสงสัยแบบเดียวกันนี้อยู่ ที่นี่มีคำตอบ!
Productivity คืออะไร?
หากแปลตรงตัว Productivity คงหมายถึง ‘ผลิตภาพ’ แต่หากลองเปลี่ยนให้เป็นคำที่เข้าใจง่ายขึ้นอีกนิด Productivity จะเป็นการบริหารจัดการความคิดเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง
อย่างไรก็ดี คนที่ Productive มักจะมีภาพจำว่าต้องเป็นคนที่มีความกระตือรือร้น ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย มีการจัดการชีวิตที่ดีในทุกด้าน แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนที่มี Productivity คือ คนที่สามารถบริหารจัดการความคิดเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่มีคุณภาพ ทั้งนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นคนยุ่งตลอดเวลา แต่เป็นคนที่สามารถทำงานได้อย่างมีคุณภาพ มีสมาธิ และสร้างสรรค์ผลงานที่ดีในช่วงใดช่วงหนึ่งได้
รู้ได้อย่างไรว่าเราจะ Productive ตอนไหน?
ปัจจุบันนี้ โซเชียลมีเดีย และ เทรนด์การทำงาน ต่างสร้างภาพจำให้ทุกคนเข้าใจว่า การเป็นคน Productive อยู่ตลอดเวลาเป็นจุดเริ่มต้นที่นำพาไปสู่ชีวิตที่ประสบความสำเร็จ จนทำให้ใครหลายคนพาลโทษตัวเองอยู่บ่อยครั้งว่า การไม่ Productive คือ ความรู้สึกขี้เกียจที่ทำให้ชีวิตถดถอย ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว มนุษย์ทุกคนล้วนมีช่วงเวลา Productive ที่แตกต่างกัน
หากใครไม่รู้ว่าตัวเอง Productive เวลาไหน ขอแนะนำให้ลองมาจดบันทึกติดตามตัวเองในแต่ละชั่วโมงเป็นเวลานาน 1 เดือน พร้อมให้คะแนน 3 ปัจจัย ซึ่งประกอบไปด้วย Focus, Energy และ Motivation โดยหากช่วงเวลาไหนมีคะแนน 3 ด้านนี้มากที่สุดก็แปลว่าช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วง Productive ของเรานั่นเอง
Productive ตอนกลางคืน แต่ทำงานกลางวัน ทำอย่างไรดี?
สำหรับใครที่รู้สึกสมองแล่นในช่วงกลางคืน แต่จำเป็นต้องทำงานออฟฟิศในช่วงเวลากลางวัน ขอแนะนำให้ตั้งสติก่อนเป็นลำดับแรก จากนั้นจึงค่อย ๆ ทำลิสต์งานในแต่ละวันโดยเรียงลำดับความสำคัญของงานให้ดี
เมื่อจัดลำดับงานเรียบร้อย ขั้นตอนต่อไป คือ สร้างบรรยากาศให้เหมาะสมกับการทำงานเพื่อให้สมองได้จดจำ เช่น การเปลี่ยนเพลย์ลิสต์เพลง เปลี่ยนกลิ่นเทียนในห้อง ไปจนถึงการเปลี่ยนขนมที่อยู่บนโต๊ะทำงานเพื่อให้ร่างกายได้จดจำ
โดยวิธีดังกล่าวนี้จะช่วยให้สมองค่อย ๆ เรียนรู้ถึงช่วงเวลาที่จำเป็นต้อง Productive และสร้าง Productivity Routine ขึ้นมา ทีนี้เมื่อร่างกายเรียนรู้แล้วก็จะสามารถสลับโหมดมาเพื่อพร้อมทำงานในแต่ละช่วงเวลาได้โดยไม่ต้องใช้สิ่งเร้า หรือ ตัวกระตุ้นเลย
อย่างไรก็ดี รายละเอียดที่นำมาฝากนี้ก็เป็นเพียงวิธีการหา Productivity ในแต่ละช่วงเวลาแบบเบื้องต้นเท่านั้น ขอแนะนำให้ค่อย ๆ ปรับใช้ ไม่ต้องกดดันตัวเอง แล้วอีกไม่นานก็จะสามารถหา Productivity ของตัวเองจนเจอ พร้อมปรับใช้ให้เข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว!